| Profil de varanRemnantPhotosBlogListes | Aide |
|
1 février Enchanted : มหัศจรรย์รักข้ามภพไม่ได้มาเขียน spaces ซะนานเลย หยากไย่เต็มไปหมดแล้วเนี่ย วันนี้ได้โอกาส ฤกษ์งามยามรักษาความปลอดภัย เอ๊ย...ยามดี มาเขียนหน่อยแล้วกันนะ
สาเหตุที่วันนี้เรามาเขียนก็เพราะ วันนี้ไปดูหนังมาแหละ เรื่อง Enchanted หรือชื่อภาษาไทยว่า มหัศจรรย์รักข้ามภพ ไปดูคนเดียว ย้ำ...ดูคนเดียว ตอนออกจากโรงนับได้ว่ามีทั้งหมด 5 คู่ กับอีก 1 ตัว ก็คือเราเอง เรียกว่าเป็นครั้งแรกเลยที่ไปดูหนังคนเดียว
คำเตือน : ใครที่ยังไม่ดูโปรดข้ามไปก่อน เพราะนี่อาจทำให้คุณดูหนังไม่สนุก
เรื่องนี้เป็นเรื่องของจีเซลล์ เจ้าหญิงแห่งโลกเทพนิยาย ที่หลงรักเจ้าชายเอ็ดเวอร์ด แต่เนื่องจากแม่เลี้ยงของเอ็ดเวอร์ดที่เป็นราชินีอยู่ กลัวว่าจีเซลล์จะมาแย่งบังลังก์นางไป จึงแกล้งผลักจีเซลล์ลงไปในบ่อน้ำ ซึ่งพาเธอมายังโลกแห่งความจริง โดยมาโผล่ที่นิวยอร์ก มาพบกับโรเบิร์ต พ่อม่ายลูกหนึ่งที่กำลังจะแต่งงานใหม่ แต่โชคชะตากับพลิกฝัน โรเบิร์ต เกิดรักจีเซลล์ แล้วจีเซลล์เกิดรักโรเบิร์ตเช่นกัน แล้วเจ้าชายเอ็ดเวอร์ดก็ตามมาช่วยจีเซลล์กลับสู่โลกของเทพนิยาย แต่จีเซลล์สับสนเหลือเกิน ระหว่างเจ้าชายในฝันของเธอที่เธอเฝ้าฝันมานาน กับโรเบิร์ต เพื่อนใหม่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ต้องไปดูเอาเอง อิอิ
สิ่งที่เราประทับใจในเรื่องนี้ก็คือเนื้อหาความเป็น "Fairy Tale" หรือ "เทพนิยาย" อาจเรียกได้ว่าเป็นเทพนิยายในโลกความจริงก็ได้ ความสับสนของจีเซลล์ รักที่เธอไฝ่ฝันกับเจ้าชายเอ็ดเวอร์ด กับรักที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับโรเบิร์ต แล้วก็ความน่ารักของจีเซลล์ ความไร้เดียงสาของเธอในโลกของเทพนิยาย สุดท้ายเธอก็พ่ายแพ้ให้กับโลกแห่งความเป็นจริง เมื่อสุดท้าย คนที่เธอรักจริงๆก็คือ โรเบิร์ต
เรื่องนี้เป็น Romantic comedy แบบที่เราขอบเลยล่ะ นั่งดูไปก็เคลิ้มไป เคลิ้มกับเนื้อหา เคลิ้มกับความน่ารักของจีเซลล์ สาวน้อยผมบลอนด์คนนี้ กับแววตาที่ใสซื่อของเธอ ภาพยามที่เธอใส่ชุดที่คล้ายกับชุดของเจ้าหญิงในเทพนิยาย เธอดูเป็นเจ้าหญิงจริงๆ รวมถึงยามที่เธอใส่ชุดราตรีสมัยใหม่ เธอก็ดูสวยน่ารักไปอีกแบบ ด้วยเนื้อหา ตัวละคร ก็ทำให้เราเคลิ้มได้แล้วล่ะ
ไปดูเถอะ แล้วคุณจะรักสาวน้อยผมบลอนด์คนนี้
9 novembre To Be STRONGER !!!ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าๆ ยังไงไม่รู้สิ
เหมือนว่า...มีอะไรมากระทบเข้านิดหน่อย ก็พร้อมจะ down ลงได้ทุกเมื่อ
มันรู้สึกว่า low self esteem ยังไงไม่รู้สิ
ผ่านจาก ศัลย์ สู่ ออร์โธฯ สู่ กุมารฯ
เวลาว่างน้อยลง...งานต่างๆเยอะขึ้น
....แล้วเราจะอดทนได้มั้ยเนี่ย....
จะว่าไปแล้ว เรื่องที่ทำให้เราแย่ได้ก็มีเรื่องเดียวแหละ
ไม่รู้สินะ...พักนี้...น้ำตาลูกผู้ชายมันไหลบ่อยจังเลย
ก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่า ไม่เป็นไร ต้องเข้มแข็งไว้นะ
สู้ !!!!!! 22 septembre A Little Moment in Traumaตอนนี้ชีวิตเราง่วนอยู่กับ ศาสตร์ที่เรียกกันว่า "การผ่า" จะผ่า ไม่ผ่า ผ่ายังไง เมื่อไรจะผ่า วิชาที่ว่านี้ก็คือศัลยศาสตร์นี่เอง
จะว่าไปแล้วเราชอบบรรยากาศของการเรียนศัลย์นะ ได้ฝึกทำอะไรเยอะแยะ โดยเฉพาะ "การเย็บแผล" นี่แหละ เฝ้ารอกันว่าเมื่อไรหนอ พี่จะให้เย็บ
แล้วก็ต้องอยู่เวรห้องอุบัติเหตุ หรือที่พวกเราเรียนกันว่า Trauma ด้วย
วันก่อน มีคนไข้เด็กคนนึงเข้ามาด้วยเรื่องน้ำร้อนลวก โดนที่ ตัว แขนสองข้าง ขาซ้าย แล้วก็ที่อวัยวะเพศ เด็กน่าจะอายุไม่ถึงขวบเลย รู้สึกจะมาจากรพ.เอกชนที่อื่นเนื่องด้วยปัญหาด้านค่าใช้จ่าย นศพ.วรัญชน์ กับพี่ยุ้ย ที่เป็น resident ศัลย์ ก็เข้าไปรับคนไข้ก่อน
"เป็นอะไรมาคะ.."
"ลูกหนูโดนน้ำร้อนลวกค่ะ" แล้วแม่ก็เริ่มน้ำตาซึม
"ไม่ต้องร้องไห้ๆ ไหนๆเป็นยังไงให้หมอดูหน่อยซิ" พี่ยุ้ยปลอบใจแม่ของน้องคนนั้น
"ไปที่เตียงดีกว่า ไปดูแผลกัน"
เนื่องจากที่ตัวน้องเค้ามีผ้าพันแผลอยู่ พวกเราก็ต้องแกะออก เพื่อประเมินสภาพของแผลน้ำร้อนลวก แน่นอน เด็กก็ต้องร้อง สิ่งที่เราเห็นก็คือ แม่ร้องไห้ตามไปด้วย เห็นแล้วสะเทือนใจมากๆเลยล่ะ พอแกะแผลเสร็จ เราก็ต้องทำแผลใหม่ด้วย silverZinc sulfadiazine ซึ่งเป็นครีมขาวๆ ทาทั่วตัว เด็กก็ร้อง เนื่องจากยังไม่คุ้นหน้าของหมอหน้าตาประหลาดๆ เรียกร้องหาแม่อย่าเดียว เราก็สังเกตสีหน้าของแม่ ที่อยากจะกอดลูกเพื่อปลอบใจลูกเต็มแก่ แต่ทำไม่ได้เนื่องจากทั้งตัวจะต้องสะอาด หดหู่มากๆ แล้วยิ่งกว่านั้น แม่มีเงินติดตัวมาแค่ 1000 บาทเท่านั้น เด็กก็ต้อง admit ค่าใช้จ่ายจะหาจากที่ไหนไม่รู้ คืนนี้จะกลับบ้านได้หรือไม่ก็ไม่รู้ คิดแล้วก็น้ำตาซึมเลยทีเดียว
นี่แหละน้า....ความย่ำแย่ของระบบ คนรับเคราะห์คือประชาชนนี่เอง 5 août แถลงการณ์อดีตประธานชมรมถ่ายภาพทำไม คนทำดี ต้องโดนด่า...
ทำไม คนทำดี ต้องได้รับผลที่แย่ๆด้วยเนี่ย...
อัดอั้นจริงๆนะเนี่ย...คิดเหรอว่าการเป็น photo มันสนุก
คิดเหรอ...ว่ามันสบาย
คิดเหรอ...ว่าเฮ้ย แค่มีกล้องก็ทำได้
คิดเหรอ...ว่าสามารถม่อน้องๆ หรือคนอื่นๆได้
ข้ามฟาก...เราเคยได้กินโต๊ะจีนสักปีมั้ย ยกเว้นปีที่เป็นน้อง
แล้วสิ่งที่ได้กลับมาจากงานข้ามฟากปีนี้คืออะไร...คิดดู
แค่อยากจะบอกว่า photo ก็มีหัวใจ มีจิตวิญญาณ มีจรรยาบรรณของช่างภาพเหมือนกันนะ
ไม่รู้ล่ะ กับสิ่งที่เราและเพื่อนๆ โดนในงานข้ามฟากมันเป็นอะไร พวกเราเป็นตัวตลกที่ใครๆจะมาล้อเล่นได้งั้นเหรอ
พอทีเถอะ...photo ก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ
ไม่เห็นแก่เรา...ก็เห็นแก่น้องๆที่เค้ามีผลกระทบหน่อยสิ ทั้งน้องๆที่โดนพวกมึงเอามาล้อเล่น ทั้งน้องๆชมรม
รู้นะ...ว่าใครทำ จะให้ประกาศชื่อดีมั้ยเนี่ย...
เอาล่ะนะ...
ต่อไปนี้ นศพ.วรัญชน์ วรรณศิริกุล อดีตประธานชมรมถ่ายภาพ
ขอประกาศว่า จะงดถ่ายภาพกิจกรรมในศิริราชทั้งหมด เว้นเสียแต่ จะได้รับคำสั่งจากอาจารย์
จำไว้เลยว่า...รูปอำลาเส้อกาวน์ รูปชุด extern หรือรูปลงหนังสือรุ่น จะไม่มีการถ่ายให้ทั้งสิ้น
ถ้าอยากถ่าย...ไปถ่ายกันเอง โอเค้....
ถ่าย event ข้างนอก สบายใจกว่ากันเยอะ
ปล. ก็แค่อยากระบาย
ปล. 2 รูปรับปริญญาของใครยังไม่ได้ รอหน่อยนะ กำลังทยอยทำให้ อย่าปราณีต
ปล. 3 มาแล้วก็คอมเม้นต์กันบ้างนะคร้าบบบบบบบบบบบบ 22 juillet Obstetrics and Labor Roomตอนนี้...ชีวิตนศพ.ตัวน้อยๆคนหนึ่ง กำลังใช้ชีวิตอยู่กับ "การเกิด" เมื่อวานหม่าม้าบอกว่า "เป็นไงล่ะ อยู่ห้องคลอด เห็นรึยังว่ามันเจ็บทรมานขนาดไหน" คิดๆแล้วก็สงสารหม่าม้าขึ้นมาจับใจเหมือนกัน เวลาคลอดคงเจ็บน่าดู ไอ้เราก็ตัวเล็กซะที่ไหน นน.แรกคลอดก็ปาเข้าไป 3300 g แล้วก็เพิ่งรู้เมื่อวานเหมือนกันว่าเราเป็น "มนุษย์ forceps" เดี๋ยวจะไม่เข้าใจกัน forceps คืออุปกรณ์คล้ายๆคีม ไว้ดึงหัวเด็กออกมาเวลาคลอดยาก...เราก็โดนดึงด้วยเหรอเนี่ย มิน่าล่ะ หัวดูยาวๆชอบกล แหะๆ ช่วงนี้ไปงานรับปริญญาเพื่อนๆมา แอบอิจฉาพวกมันเหมือนกันนะเนี่ย จบกันหมดแล้ว มีงานทำแล้ว เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงพ่อ เลี้ยงแม่ได้ บ้างก็เรียนต่อ ดูมีอนาคตกันไปหมด แล้วตัวเราล่ะ...วันๆ ไร้สาระสิ้นดี ขึ้นวอร์ด round ward อยู่ห้องคลอด ออก ANC(antenatal care) เขียนรายงานรั่วๆส่งอาจารย์ ไม่รู้สิ...รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ค่อยมีสาระเท่าไรเลย จุดหมายในชีวิตก็ไม่ค่อยแน่นอน...กับการเป็น hematologist จะเป็นได้รึเปล่า...อาจารย์จะรับเรารึเปล่า ไม่รู้เหมือนกัน อย่างไรมันก็เป็นความไฝ่ฝันที่ไม่น่าจะเพ้อเจ้อนะ... ขอเพียงอาจารย์เห็นความรักใน hematology ความถนัด รู้สึกจริงๆว่าเวลาอยู่ที่หน่วยโลหิต (อานันทราช) แล้วเนี่ย เหมือนอยู่บ้านเลย เวลาดูสไลด์ blood smear เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งเลย ที่มีแต่ความสนุก ความท้าทายที่จะวินิจฉัยให้ได้ อ้าว...จะพูดเรื่องสูติฯไม่ใช่เหรอ มาซะไกลแล้ว อย่างไรก็ตามขอให้ผ่านช่วงเวลายุ่งๆนี้ไปได้ด้วยเถอะ พอทุกอย่างเรียบร้อยดี ภาระการเรียน การงานน้อยลง เวลาที่จะมีก็จะมากขึ้น อดทนหน่อยนะ.................................ตัวเอง 9 juin Once in Suphanburiถึงเวลาที่ต้องได้ไปออกเวชศาสตร์ชุมชนอีกแล้ว คราวนี้ไปที่จังหวัดสุพรรณบุรี รพช.เดิมบางนางบวช...
ก่อนไปก็แอบหาข้อมูลเหมือนกันนะ ถามจากตูนรวมถึงใครหลายๆคนว่าเป็นยังไงบ้าง แต่ยังไงก็แล้วแต่ "เราไม่เห็นเคยได้ยินชื่อเลย !!??" จากชื่อ "เดิมบางนางบวช" เนี่ย คงกันดารน่าดูเลย
แต่พอไปถึงเข้าจริงๆแล้ว รพ.ออกจะหรูซะด้วยซ้ำ เรียกว่ามีเฉพาะทางเกือบทุกสาขาเลย สถานที่ก็ดี พี่ๆ staff (พี่สมชาย พี่บอล) พี่ๆ intern(พี่โฟล์ค พี่เจน พี่เก๋) พี่ๆ พยาบาล รวมถึงพี่ๆเจ้าหน้าที่ พี่แม่ค้าที่โรงเตี๊ยม(มันเป็นร้าอาหารอ่ะนะ) ใจดีมากๆ
ไปวช.ครั้งนี้เรียกว่าเหมือนได้เป็นหมอกันจริงๆเลย ถึงแม้ OPD จะไม่ได้ตรวจเองเท่าไร แต่ที่น่าประทับใจก็เป็นที่ ER ล่ะ พี่ๆพยาบาลใจดีมากๆ ให้ตรวจเอง รวมถึงสั่งการรักษาเองด้วย หมอตัวน้อยๆอย่างเราก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อคนไข้ล่ะนะ ได้ประสบการณ์อะไรมากมายเลย ไม่ว่าจะเป็นระบบการคิดที่เร็วขึ้น คือแต่ก่อนเราจะเป็นคนที่คิดอะไรๆค่อนข้างช้า (ถ้าไม่ใช่ hemato. อ่านะ) ได้รู้ dose ยา ได้รู้วิธีที่จะจัดการกับคนไข้ฉุกเฉิน ได้เย็บแผล รวมถึงได้ใส่ท่อช่วยหายใจด้วยล่ะ
ตลอด 3 สัปดาห์ที่นั่น ได้อะไรมากมายเลยล่ะที่ไม่สามารถหาได้ในศิริราช ทั้งประสบการณ์ ความน่ารักของชาวบ้าน ฯลฯ ไปๆมาๆ ชักอยากอยู่บ้านนอกซะแล้วสิ แหะๆ 21 avril Medicine......เหนื่อยจังเลยกับวอร์ด medicine หรือายุรศาสตร์เนี่ย ปี 5 แล้วนี่...อยู่เวรก็ต้องอยู่ถึงเช้า ตอนเช้าก็ต้องเจาะน้ำตาลตอน 6 โมงเช้าด้วย...
แต่เมื่อมองไปเห็นพี่ extern พี่ resident แล้ว...เออะ...เราทำงานได้ครึ่งนึงของพี่เค้ารึยัง เป็นแรงให้เราฮึดได้ต่อละนะ
จุดหมายไม่ใช่เพื่อเราเอง...ไม่ใช่เพื่อพี่ๆ...แต่เป็นเพื่อคนไข้ต่างหาก จริงป่ะ...
แต่ว่าตอนนี้ความคิดมันแล่นๆเข้ามาเยอะเหมือนกัน...มีอะไรที่อยากทำอีกตั้งเยอะ
หนังสือที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือ...ก็ยังไม่ได้อ่านเลย
รูปก็อยากถ่าย...แต่ก็ยังหา event ไม่ได้เลย
รูปที่ถ่ายมาแล้ว...ก็ยังไม่ได้ process
อย่างว่าละนะ...เวลาคนเราวันนึงมีแค่ 24 ชม.เอง
เราต้องใช้มันให้คุ้ม...แบ่งเวลาให้ดีๆ
แล้วอะไรที่เราอยากทำ ก็จะได้ทำ (เหรอ???)
อย่างอาทิตย์ที่ผ่านมาเนี่ย เราดูหนังไปตั้ง 3 เรื่องแน่ะ แถมยังไปเที่ยวเกาะเกร็ดมาด้วย
โดนเพื่อนๆทักแล้วว่า "มึงอยู่ med เหรอเนี่ย กูไม่เชื่อ" เหอๆ...เรื่องของมึง
เราไม่จำเป็นต้องรู้หรอกนะ...ว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง
พรุ่งนี้...เดือนหน้า...ปีหน้า...10 ปีข้างหน้า
แค่วันนี้ เราอยู่กับคนที่เรารักแบบนี้ มีความสุขอย่างนี้ ก็เพียงพอแล้ว
แล้วเวลาจะบอกเองล่ะ...ว่าจะเป็นยังไงต่อไป 7 avril ขอบคุณดวงตาของเธอ...ที่มองไปค้นจนเจอคุณค่าในตัวฉันตอนนี้เราเปิดเทอมแล้วล่ะ...เหนื่อยมากมายกับ ward medicine อัษฎางค์ 12 ใต้ ที่เหมือนเป็นการเริ่มต้น และสิ้นสุดทุกอย่างในเวลาเดียวกัน
สิ้นสุดก็คือ...สิ้นสุดปิดเทอมที่แสนสนุกสนาน ปิดเทอมที่มีแต่ความวุ่นวายเข้ามารบกวนหัวใจดวงน้อยๆที่แสนจะชาชิน
เริ่มต้นก็คือ...เริ่มต้นการเป็นปี 5 ที่จะมีน้องๆ freshy แล้ว
เริ่มต้นกับสิ่งใหม่ๆ กับ ward medicine
และเริ่มต้นกับความรักครั้งใหม่....
เป็นอย่างที่เค้าบอกกันจริงๆนั่นแหละ...ว่าความรักไม่ต้องการการไขว่คว้า ไม่ต้องการการคาดหวังอะไรทั้งนั้น เพียงแต่อยู่กับตัวเอง และถามใจตัวเองให้ชัดเจน
เพราะว่า...บางทีเราก็มองข้ามบางสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวไปจริงๆ
ถึงเธอจะไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยมากมาย
ถึงเธอจะไม่ใช่ผู้หญิงที่ perfect เหมือนใครๆ
ถึงแม้เพื่อนๆของเราและของเธอจะพยายามคัดค้านมาโดยตลอด
ถึงเธอจะคอยเอาแต่ใจ
ถึงเธออาจจะไม่มีเวลาให้เรา
แต่...เราก็มั่นใจว่า...เธอคนนี้ที่เราจะรัก และจะดูแล
ถึงเราจะเป็นคนงี่เง่าคนหนึ่ง
ถึงเราจะเป็นคนเจ้าชู้ในสายตาของเธอ
ถึงเราจะไม่ค่อยมีเวลาให้เธอ
ถึงเราจะสู้คนอื่นๆที่เธอมีสิทธิ์จะเลือกไม่ได้
แต่ก็ขอบคุณที่ไว้ใจเรา...ยอมให้เราเป็นคนที่จะคอยดูแลหัวใจเธอ
และเราให้สัญญาว่า...เราจะสิ้นสุดทุกสิ่ง...และเริ่มต้นใหม่
และเราให้สัญญาอีกว่า...เราจะไม่ทำให้เธอร้องไห้
30 mars บันทึกคนเดินทาง...ตอน ญี่ปุ่นสุดขอบฟ้ากลับมาแล้วคร้าบบบบบ...หลังจากหลบร้อนเมืองไทย ไปชมดอกซากุระ รับบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิที่ญี่ปุ่น
เมืองที่ไปก็มี โอซากา นารา เกียวโต ฮาโกเน โตเกียว
นี่ก็นับเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งที่ 4 ของเราแล้ว เป็นครั้งที่ 2 ที่ไปญี่ปุ่น และเป็นครั้งแรกที่ไปแบบ backpack
โดยรวมก็ได้ประสบการณ์อะไรมากมาย ได้เรียนรู้ชีวิต ความเป็นอยู่แบบญี่ปุ่นจริงๆ ได้งกแบบที่ไม่เคยงกมาก่อน เหอๆ ส่วนใหญ่การเที่ยวของเราก็จะเป็นในแนวเชิงประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมซะมาก ไม่ค่อยได้ไปแหล่งช้อปปิ้งเท่าไร แต่ก็ยังพอมีให้เป็นสีสันที่ ชิบูย่า ฮาราจุกุ เทียบได้กับสยาม หรือสีลมบ้านเรานั่นเอง
การเดินทางครั้งนี้เหมือนเป็นการหลบอะไรๆหลายๆอย่างเลย ตั้งแต่ หลบร้อน หลบหนีความเป็นจริงไปอยู่กับตัวเอง...นี่แหละนะที่เค้าว่า คนอกหักมักจะออกเดินทาง เพื่อให้ลืมความเป็นจริง ซึ่งก็ได้คิดอะไรหลายๆอย่าง รวมถึงได้พิสูจน์อะไรหลายๆอย่างด้วย แต่ตอนนี้ กลับมาสู่ความจริงอีกครั้งด้วยความเข้มแข็ง พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นล่ะนะ ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมารู้สึกว่าอะไรมันผ่านเข้ามามากมายมากๆ
เดี๋ยวอีกสักพักก็เปิดเทอมแล้ว กลับไปอยู่บนวอร์ด ดูแลคนไข้อย่างเต็มความสามารถอีกครั้ง
เต็มที่ๆ สู้ๆ เพื่อป๊า ม้า เพื่อคนไข้ เพื่ออนาคต
ปล. ช่วงนี้หยิบเองเพลงเก่าๆ มาฟัง ไปเจอเพลงนี้เข้า ตรงกับบรรยากาศตอนนี้มากๆ
ปล.2 comment กันด้วยนะ อย่าลืมๆ
อยากเป็นคนเดิม : แอน ธิติมา ประทุมทิพย์ (*,**) solo (**) 18 mars อารมณ์...เหตุผล...ความรักไม่รู้ว่าสำหรับคนอื่นเป็นยังไงนะ... แต่สำหรับเราแล้ว ความรัก มีองค์ประกอบคือ อารมณ์(ความรู้สึก) และ เหตุผล
บางคนอาจจะเถียงว่า ความรักต้องการเหตุผลด้วยเหรอ ?? ในบางขณะมันก็ควรมีนะ เพื่อคอยควบคุมอารมณ์ ไม่ให้มันมากเกินไป
ซึ่งถ้าอารมณ์มันมากเกินไปแล้วล่ะก็ ไม่ดีแน่ๆ เราจะมีความรักอย่างที่เค้าเรียกว่า "ตาบอด" จริงๆ
ลองให้เหตุผลเข้ามากำกับสักนิดนึงดีมั้ย?? ให้ความรัก เป็นความรักที่สวยงาม
ให้ความรัก เป็นความรักที่เข้าใจซึ่งกันและกัน
ให้ความรัก เป็นความรักที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะก้าวไปด้วยกันได้
แต่ถ้าเหตุผลมีมากเกินกว่าความรักล่ะ...
ความรักนั้นก็จะเป็นความรักที่มีแต่เงื่อนไข มีแต่ระแวงไปหมด ว่าสิ่งที่ทำไปถูกรึเปล่า คนรอบข้างเค้าจะคิดยังไง
เป็นแบบนั้นคงไม่มีความสุขแน่ๆ จริงมั้ย??
ทำไปตามอารมณ์ ตามความรู้สึกเถอะ
ยังไงก็ตาม...ทั้งสองอย่างควรไปด้วยกัน อย่าให้สิ่งใดนำสิ่งหนึ่ง
แล้วความรัก...จะเป็นความรักที่สวยงาม
แล้วก็...ฝากเพลงไว้เพลงนึง เป็นเพลงฝรั่งเพลงหนึ่งที่เราคิดว่าเพราะทีเดียว ความหมายก็ดีนะ...
9 mars Acute popular failureไม่ได้อัพเดตซะนาน ขอมารายงานสถานการณ์หน่อยนะ
จากหัวข้อเลย ทำไมต้อง acute popular failure เหมือน acute renal failure รึเปล่า
ก็ตรงตัวเลยล่ะ ช่วงนี้เราเกิดภาวะ popular อย่างเฉียบพลัน แต่ก็ทำให้รู้สึกแย่ๆไปด้วยนี่สิ...เฮ้อ
เริ่มด้วยก่อนไปเวชศาสตร์ชุมชน เราได้ไปเจอกับคนคนหนึ่งด้วยความบังเอิญหรืออะไรไม่รู้ เค้าก็รู้สึกดีกับเรา เราก็รู้สึกดี ที่มีใครมาคอยเป็นห่วง มีใครมาคอยเอาใจ มีใครมาคอยออดอ้อน แต่ก็นะ...มันก็เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเค้าอายุมากกว่าเรา แล้วก็ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ทุกอย่างที่เราทำดีกับเค้า ยอมรับจริงๆ ว่าทำไปด้วยอารมณ์เท่านั้น แค่ทำไปก็เพราะรู้สึกดีด้วย ไม่ได้คิดถึงเหตุผลที่จะตามมาเลยว่าจะเป็นยังไง สุดท้าย...เราก็คิดกับเค้าได้แค่พี่สาวกับน้องชายเท่านั้นแหละ ถึงเค้าจะบอกว่าเรากับเค้าจะไม่ได้หยุดที่คำว่าแฟน แต่มันจะมากกว่านั้นหรือน้อยกว่านั้นก็ไม่รู้ แต่อย่างไรก็ตาม เราคงเห็นเค้าเป็นได้แค่พี่สาวเราเท่านั้น ความรู้สึกดีๆที่มี ก็จะยังคงอยู่ต่อไป คงเป็นไปมากกว่านี้ไม่ได้ ยังไงก็ขอบคุณมาก สำหรับความรู้สึกดีๆที่มีให้ ของทุกชิ้น (จริงๆแค่ผ้าเช็ดหน้า 2 ชิ้นเอง) เราจะเก็บมันอย่างดี
เรื่องต่อมา...มีอยู่วันนึง ตูนโทรมาบอกว่า "ปุ้ง ไปงาน bye nior เป็นเพื่อนเราหน่อยสิ เพื่อนๆเค้าพาแฟนไปกันหมดเลย แล้วเราจะอยู่ในงานกับใครล่ะ" เราก็เลยบอกไปว่า "อ่ะ ได้ ไปก็ไป"
พอไปถึงจริงๆ ปรากฎว่า ไม่มีใครพาแฟนไปเลย ทำยังไงล่ะทีนี้ เราก็เลยเด่นเลยสิ ทุกคนเลยเข้าใจผิดกันไปหมดว่าเราเป็นแฟนตูน ซึ่งจริงๆไม่ช่ายยยยย
พักเรื่องเครียดก่อนดีกว่า มาว่าด้วยเรื่องของเวชศาสตร์ชุมชนบ้าง
เวชศาสตร์ชุมชน ก็คือวิชาที่ให้นศพ.ออกไปอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ เพื่อที่จะไปทำการ "วินิจฉัยชุมชน" คือต้องไปสำรวจชุมชนว่ามีปัญหาอะไรบ้างในชุมชน แล้วก็ให้เราทำวิจัย เพื่อแก้ปัญหานั้น สำหรับกลุ่มของเรา ซึ่งประกอบด้วย เรา เอกกมล พี่ไก่ พี่เคี้ยง ได้เลือกทำในหัวข้อ "ปัจจัยเสี่ยงในโรคผู้สูงอายุกับคุณภาพชีวิต" ซึ่งผลงานก็ออกมาสมบูรณ์แบบ อาจารย์ชอบมาก เนื่องจากอาจารย์ที่ดูแลเป็นอาจารย์ทาง geriatric (ผู้สูงอายุ) พอดี
อ้อ...มีอีกเรื่องนึง เกรดปีแรกสำหรับชั้นคลินิกประกาศมาแล้ว ปรากฎว่า นศพ.วรัญชน์ วรรณศิริกุลได้เกรด 3.21 ครับท่าน ก็พอใจมาก สำหรับเกรดในปีนี้ ซึ่งตอนแรกกะว่าจะไม่ถึง 3 แล้วเชียว
สำหรับตอนนี้เราก็ปิดเทอมแล้ว พักผ่อนอยู่บ้านเตรียมพร้อมกับการเรียนปี 5 ต่อไป
ปล. status ตอนนี้ โสดคร้าบบบ
ปล.2 ตอนนี้ว่างมากๆ อยู่บ้านเซ็งด้วย ใครไปเที่ยวไหน ชวนด้วยน้า
25 janvier Lonely Againเฮ้ออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ...ขอถอนหายใจยาวๆสักครั้งเถอะนะ
สุดท้าย...สิ่งที่หวังไว้ก็สิ้นสุดลงแล้ว กลับมาอยู่กับตัวเองเหมือนเดิม ก็ได้แต่นั่งปลอบใจตัวเองว่า "คงมีสักวัน" แต่ก็นะ...ได้มาทบทวนอะไรๆที่ผ่านมาบ้างก็ดี
ยังไงก็ต้องเดินต่อไป...ต้องสู้ต่อไป เพื่อตัวเองอยู่ดี เพื่อทุกคน
ก็ยังดี ที่มีเพื่อนๆ น้องๆ คอยให้กำลังใจนะ ขอบคุณมาก แต่หัวใจของคนคนนี้มันเริ่มจะชาชินซะแล้วล่ะ เหอๆ
มีกลอนที่เราเคยแต่งสมัยอยู่ปี 1 เคยลงใน spaces นี้มานานแล้ว ขอหยิบมาลงอีกทีแล้วกัน เข้ากับบรรยากาศขณะนี้มากๆเลย
แต่ก่อนเคยเชยชมเสียงเพลงหนึ่ง
ว่าช่างเพราะช่างซึ้งถึงความหมาย
จนบัดนี้ยังติดหูอยู่มิคลาย
บทเพลงเพราะหลากหลายที่ได้ยิน
เมื่อชีวิตพบพานผ่านความรัก
แลอกหักทุกข์เศร้าเหงาทั้งสิ้น
อันความสุขทุกข์โศกโบกโบยบิน
ใจโผผินล่องลอยตามอารมณ์
คราได้กลับได้ยินเพลงบรรเลงซ้ำ
ใจชอกช้ำระกำทุกข์แสนขื่นขม
บทเพลงเพราะที่ฉันมีที่ฉันชม
เหมือนมีดคมกรีดลงตรงที่ใจ
โอ้ความรักช่างแสนหวานในความคิด
แต่ในจิตกับความจริงช่างสงสัย
ความรักเหมือนเพลงต่างต่างที่ผ่านไป
สะกิดให้น้ำตาไหลเป็นสายธาร 13 janvier Busy New Yearผ่านไปแล้วสำหรับปี 2549 แล้วก็ต้อนรับปี 2550 ปีใหม่ปีนี้มีเรื่องอะไรเยอะแยะมากมายจริงๆ ทั้งเรื่องดี เรื่องไม่ดี เรื่องที่ทำให้ลำบากใจ เรื่องที่ทำให้เหนื่อย
เริ่มจากปีใหม่ปีนี้ ตอนแรกเราก็วางแผนไว้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนสักที่หนึ่ง ที่บ้านก็กะว่าจะไปลาวเหนือกัน แถบหลวงพระบาง เวียงจันทน์ แล้วก็ไอ้ภูมิก็ชวนไปสวนของมันที่จันทบุรีอีก แต่โปรแกรมก็ต้องล้มเลิกหมดเพราะว่าเราอยู่วอร์ด "รังสี" เปิดปีใหม่มาก็สอบเลย ก็เลยไม่ได้ไปไหน อยู่บ้าน อ่านหนังสือ ดูฟิล์ม แต่ก็ดีเหมือนกัน ไม่ได้อยู่บ้านนานๆแบบนี้มานานแล้ว
ถัดจากปีใหม่ ก็เป็นวันเกิดของเราพอดี ปีนี้ไม่มีเค้กแฮะ แต่เปลี่ยนเป็นบลูเบอรี่ชีสพายแทน ก็อร่อยไปอีกแบบเนอะแล้วก็ปีนี้เรียกได้ว่าน่าจะเป็นวันเกิดที่มีความสุขที่สุดแล้ว ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนนะครับที่จำวันเกิดเราได้
ถัดมาก็เป็นงานแต่งงานอ.กฤษณ์ อาจารย์ส่งการ์ดเชิญด้วย โดยเชิญในนามชมรมโฟโต้ศิริราช เราก็เหมือนเดิมคือไปถ่ายรูป แหะๆ ไปถึงงาน ด้านหน้ามีรูปที่เคยไปถ่าย wedding portrait ติดไว้ ลองไปนับๆดูมีรูปเราประมาณ 5 รูปได้จาก 20 รูป แล้วทีนี้พอเดินเข้าไปในงาน ข้างเวทีมีรูปขนาด 2.5 เมตร อยู่ 2 ข้างของเวที ซึ่งเป็นรูปที่เราถ่าย รูปอื่นไม่สนแล้ว ขอ 2 รูปนี้พอ เหอๆ
ส่วนเรื่องที่ยุ่งที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องงาน นิทรรศการแสดงภาพนี่ละ แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ด้วยความช่วยเหลือจากพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ อาจารย์ ป๊า ม้า งานนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจริงๆ
พักนี้เริ่มคันไม้คันมืออยากถ่ายรูปอีกแล้ว...ใครมี event อะไรน่าสนใจบอกกันด้วยน้า แล้วก็ใครอ่านแล้วก็ comment นิดนะ อิอิ 14 décembre ออกหน่วยกับมูลนิธิแพทย์อาสาอนามัยชนบทเมื่อวันที่ 8-10 ธันวาคม ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับการออกหน่วยแพทย์อาสาฯ ที่ อ.ละงู จ.สตูล พอดีมีอยู่วันนึง เดินไปเจอพี่บาสเข้า พี่บาสก็เลยชวนไปด้วยกัน สมาชิกที่ไปก็ประกอบด้วย เรา พี่บาส พี่ฟ้า พี่หยก ส่วนที่เหลือก็มีอ.หมอจากรพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า กลุ่มพยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร แล้วก็นักกายภาพบำบัด
การเดินทางก็เดินทางโดยรถทัวร์ ออกจากกรุงเทพที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติในตอนเย็นวันที่ 8 นั่งไปหลับไป ไปถึงสตูลเช้าพอดี ไปถึงปุ๊บ กินเข้าเช้ากัน ซึ่งประกอบด้วย ข้ามต้มเครื่อง แล้วก็อาหารเช้าของทางภาคใต้นั่นก็คือ "โรตีแกง" บอกได้ว่าอร่อยมากกกกกกก หลังจากเติมพลังกันเรียบร้อย ก็ไปออกตรวจกัน นศพ.ศิริราชทั้ง 4 คนก็ไปอยู่แผนก ตรวจโรคทั่วไป ซึ่งก็คล้ายๆกับ OPD ของอายุรศาสตร์ แต่ต่างกันที่จำนวน ซึ่งเยอะมากกกกกก ปกติเนี่ย เราจะตรวจกันอาทิตย์ละคน แต่นี่ตรวจกันวันเดียวไปซะ 50 คนเลย แต่ก็ได้ประสบการณ์มากมายที่หาไม่ได้ในศิริราช รวมไปถึงได้สัมผัสชีวิตจริงๆของพี่ๆ แพทย์ชุมชนว่า ไม่ได้มีอะไรพร้อมมากนัก แม้แต่ EKG (คลื่นไฟฟ้าหัวใจ) ก็ยังไม่มีให้ทำเลย จะทำอะไรกันทีก็ต้องส่งต่อไปที่รพ.จังหวัด ก็เหนื่อยแทนชาวบ้านเวลาต้องเดินทางนะเนี่ย...แถมยาบางอย่างก็ไม่มีอีก คือถ้ามีก็สั่งเลย รักษาได้แน่ แต่ไม่มีนี่ก็ต้องส่งไปรพ.จังหวัดอีกล่ะ ยุ่งยากกันทีเดียว
ตกเย็น หลังจากออกตรวจกันแบบทรหดอดทน แถวๆนั้นมีงาน "มรกตอันดามัน" มีออกร้านขายของกินด้วย พวกเราก็ไปเดินกัน เสาะแสวงหาของกินอร่อยๆ แปลกๆกิน ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลย ไม่ว่าจะเป็น โรตีลอยฟ้า มะตะบะ ไข่ปลาทอด โดยเฉพาะมะตะบะเนี่ย ถูกด้วยแถมรสชาดเรียกว่ามะตะบะพระอาทิตย์เรียกปู่เลยทีเดียว หลังจากหาอะไรกินให้เป็นที่สำราญใจกันเรียบร้อยแล้วก็กลับที่พัก ซึ่งก็คือรร.ละงูพิทยาคมนี่เอง นอนกันในห้องเรียน ซึ่งก็ไม่ได้ลำบากมากมายอะไร นอนหลับสบาย ลมพัดเย็น
ตื่นเช้า...บรรดาป้าๆพยาบาลทั้งหลายเริ่มคันไม้คันมือแล้ว ก็ไปเที่ยวกันต่อที่บริเวณชายแดน ไทย-มาเลเซีย ซึ่งก็เป็นตลาดทั่วไป มีของกิน ของใช้ ซึ่งราคาบางอย่างก็ถูก บางอย่างก็ธรรมดา ปรากฎว่าให้เวลาที่นี่ 4 ชั่วโมง!!! พระเจ้า....เราเดินแค่ชั่วโมงเดียวก็หมดแล้ว...ที่เหลือก็ต้องมานั่งแก่วรอกัน เฮ้อ....พอได้เวลาครบ 4 ชั่วโมง ฟัง MP3 จบไปประมาณ 50 เพลง รถก็ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพ ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพในเวลาตี 3 เช้าวันที่ 11 ธันวาคม
สรุปการออกหน่วยครั้งนี้ได้ประสบการณ์มากมายทีเดียว ถ้าไม่นับการเดินทางที่ค่อนข้างฉิ่งฉับทัวร์นี่จะดีมากเลย
ปล. ใครมาแล้วก็ comment หน่อยน้า...อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าใครมาอ่าน blog เราบ้าง 3 décembre Loneliness Photographerหากลองย้อนกลับไปดูในไฟล์(อัลบัม)ภาพจำนวนมากมายของคุณ บางทีอาจพบว่ามีภาพจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วย "อารมณ์เหงา" ซึ่งเป็นไปได้ว่าความเหงาในภาพที่ว่านั้นอาจเกิดขึ้นจาก "ความตั้งใจ" ให้ภาพออกมาเหงาเศร้าตามใจของผู้ถ่าย และบางภาพเหงาเศร้าโดย "อารมณ์พาไป" อย่างไม่รู้ตัว
จากบทความของ "จุลสารศูนย์สุขวิทยาจิต" ของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต ตีพิมพ์บทความอันเป็นแนวความคิดของ Jeffery Young เกี่ยวกับประเด็นเรื่องความเหงาไว้อย่างน่าสนใจว่า
ความเหงาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
ความเหงาประเภทที่ 1 เป็นความเหงาทั่วไป หรือชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Trasient everyday loneliness ความเหงาแบบนี้เป็นความเหงาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน บางครั้งอาจเกิดเป็นครั้งคราวในชีวิตประจำวันปกติ ความเหงาประเภทนี้จะเป็นความเหงาระยะสั้นๆ ที่เกิดขึ้นเพียงชั่ววูบ 2-3 นาทีหรือบางครั้งอาจถึง 1 ชั่วโมง แล้วก็หายไปตามสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่นๆ ที่แทรกซ้อนเข้ามาระหว่างการดำเนินชีวิต
ความเหงาประเภทที่ 2 คือความเหงาที่เกิดจากเหตุการณ์ หรือ Transitional loneliness ความเหงาแบบนี้มักเกิดกับคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อสัมพันธภาพระหว่างตนเองและผู้อื่น เช่น การตาย การพรากจากกัน การย้ายถิ่นฐานกับคนที่รู้จักหรือมีสัมพันธภาพด้วย ความเหงาแบบนี้อาจมีระยะเวลาที่เกิดขึ้นนานหน่อย บางกรณี(บางคน) อาจกินเวลายาวนานถึง 1 ปี จากนั้นจะค่อยๆทุเลาเบาบางลงตามระดับของความกระทบกระเทือนในจิตใจ
ความเหงาประเภทที่ 3 เป็นความเหงาแบบเรื้อรัง หรือ Chronic loneliness ความเหงาประเภทนี้มักเกิดขึ้นกับคนที่มีปัญหาทางบุคลิกภาพและการปรับตัวเข้ากับสังคมหรือสิ่งต่างๆรอบตัว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ความเหงาประเภทนี้มักจะครอบงำผู้ที่ตกอยู่ภายใต้สภาพเช่นนี้เป็นระยะเวลานานๆ หรืออาจหลายปี ซึ่งควรต้องได้รับการเยียวยาหรือคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง
คัดลอกจากนิตยสาร Foto Info ฉบับเดือน พ.ย.2549 หน้า 66 16 novembre I am Hematologist.จบแล้ว...สำหรับวอร์ด major ทั้งหลาย ไล่มาตั้งแต่ นรีเวชฯ ศัลย์ฯ อายุรศาสตร์ แล้วก็กุมารฯ ตอนนี้เราก็เหลือแต่ ward minor แล้วล่ะ คงจะมีเวลาเป็นตัวเองมากขึ้น อยากทำอะไรที่อยากทำได้มากขึ้น
ตอนนี้เราก็อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Electives หรือ วิชาเลือกนั่นเอง ซึ่งก็คือการเลือกเรียนในสาขาต่างๆที่เราสนใจ สำหรับเราเองก็เลือก Hematology หรือ โลหิตวิทยา ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากตอนปี 3 ที่เรียนเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่าทำได้ดี เรียนรู้เรื่อง approach ผู้ป่วยได้ ใน 1 วันของการเรียน hemato ตอนเช้าก็จะออก hemato clinic กับอาจารย์ ซึ่งอาจารย์ก็ให้คนไข้เรามาซักเองบ้าง ไอ้เราก็ซักไม่ค่อยสะอาด เอ๊ย...ไม่ใช่ๆ ก็พอได้ๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนไข้หลังได้รับยาเคมีบำบัดบ้าง มา consult เรื่อง thalassemia บ้าง เราก็พอที่จะจับแนวทางได้แล้ว แล้วก็ยังมี blood smear อีกมากมายให้ดู ให้ศึกษาอีก เรียกได้ว่าความรู้ได้กันเต็มที่เลยล่ะ
พักจากเรื่องเรียนมาเรื่องอื่นๆกันบ้าง ตอนนี้เราก็ว่างๆแล้ว มีเวลาออกไปถ่ายรูปซะที หลังจากสอบของกุมารฯเสร็จ วันเสาร์ มีคิวถ่ายรูปแต่งงานให้อ.ป้อง trauma เป็นแนว wedding portrait วันอาทิตย์ เป็นงานเลี้ยงงานแต่งงานกลางคืนของพี่หน่อย น้องสาวพี่อ้วน อรวรรณ งานกิจการนักศึกษา สรุปคือ ถ่ายไป 2 งาน เกิดอาการ depress ขึ้นมาซะงั้น เหอๆ ก็เวลาถ่าย เราก็ต้องคอยจัดท่าทางให้กับเจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วถ่ายรูปแนวนี้ก็ต้องมีฉากสวีทกันบ้างเป็นธรรมดา ไอ้เราก็ถ่ายไปก็อิจฉาไป เฮ้ออออออ....แต่ก็ได้รับประสบการณ์มากมายเลยล่ะจากการถ่ายทั้ง 2 งานนี้ แถมได้ตังค์ด้วย ทั้งๆที่ตอนแรกเรากะว่ามาถ่ายให้เฉยๆเอง จะไม่รับ อาจารย์ที่เป็นแม่ของอ.ป้อง ก็ยัดมาซะงั้นอ่า....
ปล. เดี๋ยว process รูปเสร็จแล้วจะเอามาลงนะ ตอนนี้เราก็จะลงรูปที่ http://remnantsi.multiply.com เป็นหลัก ส่วนใน spaces นี้ก็จะแวะมาลงบ้าง 30 octobre Something....Something หรือ บางสิ่ง...
บางสิ่ง...ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
บางสิ่ง...ผ่านมาแล้วก็อยู่กับเราไปตลอด
บางสิ่ง...อยู่กับเรามาตลอดแล้วก็จากไป
บางสิ่ง...ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ในใจของเรายังไม่ทิ้งมันไป
ช่วงนี้ใครเห็นเราอารมณ์แปลกๆ ก็ไม่ต้องตกใจนะ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวติงต๊อง เหอๆ หลังจากผ่านพ้นงานต่างๆทั้งหลายทั้งแหล่มาได้แล้ว ทั้งงานค่ายเส้นทางสู่หมอศิริราช งานกีฬา 13 เข็ม ซึ่งทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี (รึเปล่า??) หวังว่าคงไม่มี complication ใดๆตามมานะ
มาเข้าเรื่องหัวข้อบ้างดีกว่า...บางสิ่ง ทั้งสี่ ที่เราเสนอมานั้น ลองมาเทียบกับความรักดู
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป...เหมือนใครบางคนที่เข้ามาในชีวิตเรา แล้วก็ไปจากชีวิตเรา
ผ่านมาแล้วก็อยู่กับเราไปตลอด...ใครบางคนที่จะเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดไปของชีวิต
อยู่กับเรามาตลอดแล้วก็จากไป...ก็คือพ่อ แม่เรานั่นเอง สักวันท่านต้องจากเราไป
"ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ในใจของเรายังไม่ทิ้งมันไป"...อันนี้ที่เราอยากจะนำเสนอมากกว่า
เรากลัวจริงๆ กลัวเป็นเหมือนเดิม กลัวว่า reaction ที่ดี มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดก็ได้ เหมือนครั้งก่อนๆที่เคยเป็นมา
กลัวผิดหวังเหมือนคราวก่อน ทั้งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น
ก็ได้แต่พยายามปลอบใจตัวเองว่า...มันคงไม่เกิดขึ้นแบบนั้นอีกแล้ว
อยากรู้...ถ้าคนเรารู้ใจคนอื่นได้ก็ดีสิ จะได้ไม่ต้องมามัวนั่งคิด นั่งเดาอยู่แบบนี้
แล้วทำไมไม่ถามไปเลยล่ะ...บางอย่าง เก็บไว้ดีกว่า รอเวลาที่เหมาะจะดีกว่า (มั้ย...ไม่รู้...เฮ้ออออ)
"ผู้ชายมักคิดอะไรสุดขั้ว"
ก็จริงนะ...เวลาดี ก็ดีเกินจริง เวลาแย่ ก็แย่กันสุดๆไปเลย เราจะพยายามอยู่ตรงกลาง แต่พออยู่ตรงกลาง ก็สับสนกับตัวเองอีก ว่าเป็นอย่างไรกัน
ข้างทาง มีปักป้ายบอกว่า "เขตหวงห้าม"
"แล้วหัวใจล่ะ หวงห้ามด้วยรึเปล่า"
"อันนี้ก็ต้องแล้วแต่เจ้าของล่ะนะ"
แต่อย่างไรก็ตาม...เราจะพยายามเก็บ "บางสิ่ง" ที่ผ่านมารวมกันให้เป็น "ทุกสิ่ง" แล้วให้ทุกสิ่งที่มีนั้น อยู่กับเราตลอดไป แล้วใช้ "ทุกสิ่ง" เป็นใบเบิกทางเข้าไปใน "เขตหวงห้าม" จะได้ไหม 24 septembre รถไฟ...เรือเมล์...ลิเก...โฟโต้คงเคยได้ยินคนโบราณว่าไว้ว่า 4 อาชีพที่ห้ามคบ...นั่นก็คือ...รถไฟ...เรือเมล์...ลิเก...โฟโต้
นั่นไง งงล่ะสิ โฟโต้มาได้ยังไง???
นั่นแหละเป็นที่มาของการเขียน entry นี้
จากภาพของคนภายนอกคงจะคิดว่าช่างภาพ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า โฟโต้ นั้น จากภาพที่เห็นกันในอินเตอร์เนตนั้น พวก portrait ต่างๆก็ได้รับความสนใจเป็นอันมาก
ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไรหรอกนะ แบบว่า..ก็เราไม่ได้ทำอะไรผิด เราถ่ายรูป เพราะเรารักที่จะถ่าย ไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรแบบนั้น
แต่ที่ผ่านมา เราก็ได้ยินมาเหมือนกันว่า "โฟโต้...หน้าม่อ" (ขออภัยด้วยครับ ไม่ได้ censor เพื่ออรรถรสในการอ่าน)
มีคนบอกว่า มีน้องๆน่ารักที่ไหน มีโฟโต้ที่นั่น เอาเข้าไปสิ...
หน้าที่...ไม่สิ...ด้วยความชอบมากกว่า เมื่อมีงาน event ต่างๆ เช่นรับน้อง ลอยกระทงหรือกิจกรรมต่างๆที่จัดโดยรุ่นเดียวกัน รุ่นน้อง ฯลฯ พวกเราที่เป็นโฟโต้ก็จะกรูกันลงไปถ่าย event ต่างๆนั้น แล้วที่มีปัญหาก็คือ ก็จะมีน้องๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้หญิง ที่พวกเรารู้จัก เราก็เข้าไปพูดคุยด้วยเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ก็คือถ่ายๆๆๆๆๆๆ อยู่ดี
พี่ไอค์ เคยบอกไว้ว่า "พวกมึงสลัดภาพว่า โฟโต้แม่งหน้าม่อไม่ได้หรอก" (ขอไม่ censor อีกครั้งครับ) ตอนแรกเราก็ไม่เชื่อหรอกนะ พอเราได้รับตำแหน่งประธานชมรมถ่ายภาพ เราก็พยายามที่จะปรับปรุงภาพลักษณ์ใหม่ ไม่ให้มีอะไรแบบนี้โผล่มาอีก ทั้งงานต่างๆ ไม่ว่าจะงานข้ามฟาก ก็พยายามคัดแล้วคัดอีก ที่จะไม่ให้มีรูปน้องคนใดคนหนึ่งหลุดไปมากกว่าปกติ แต่ในกล้องของทุกคนแน่นอนว่าก็จะมีภาพใครมากกว่าปกติอยู่แล้ว นั่นเป็นสิทธิ์ส่วนตัวของแต่ละคน พูดไปก็เหมือนแก้ตัวเลย...แต่มันก็จริงที่ว่า โฟโต้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ถึงแม้พักหลังๆจะมีผู้หญิงมากขึ้น ในการถ่ายภาพกิจกรรมต่างๆ แน่นอนว่า ผู้ชายก็ชอบผู้หญิงอยู่แล้ว จริงไหม ซึ่งก็แน่นอนว่า จะต้องมีน้องๆ เพื่อนๆ หรือบุคคลอื่นๆ ที่น่ารัก ติดกล้องมาไม่มากก็น้อย แต่ถามว่า แล้วเราเอารูปกิจกรรมพวกนี้ไปทำอะไร เราก็เอามาเก็บไว้เป็น stock ภาพของเรา เอามาวิเคราะห์วิจารณ์กันระหว่างโฟโต้ด้วยกันเอง ว่ามีจุดบกพร่องอะไรบ้าง สถานการณ์ต่างๆที่ไม่เอื้ออำนวยเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง แล้วก็หลักๆเลยที่ชอบมาขอกันนัก ก็คือเอารูปไปทำงานต่างๆ เอาคนน่ารักๆที่เราถ่ายมานี่แหละ ไปเก็บไว้ แรกๆก็โอเคนะ แต่หลังๆนี่เริ่มจะมีมากขึ้น
มีอยู่วันหนึ่ง เราเสียความรู้สึกมากเลยล่ะ วันนั้นเป็นวันศุกร์ เรากลับบ้านไปแล้ว กำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้าน ตาบิ๊กโทรมาบอกว่า "พี่เค้าอยากได้รูป 13 เข็ม....เดี๋ยวนี้!!!???" เอากับเค้าสิ เอาเดี๋ยวนี้ แล้วตอนนี้เราอยู่ที่ไหน...อยู่บ้าน เค้าเป็นอะไรของเค้าเนี่ย คิดอยากได้รูปก็ขอกันเดี๋ยวนี้เลยเหรอ บอกกันก่อนสิ สักวันสองวัน เราจะได้มีเวลาเตรียมตัว อย่างน้อยก็ write ใส่ cd ให้ คัดรูปดีๆให้
ไหนๆก็บ่นแล้ว ขออีกเรื่องหนึ่งแล้วกัน...เป็นงานข้ามฟากที่ผ่านมา เรื่องนี้รู้มาจากเอกกมลว่า พี่มุ้ย นายกสพศ. มาบอกว่า เมื่อไรจะเอารูปไปให้เค้าสักทีล่ะ เราก็งงสิ เราไปสัญญาอะไรกับใครไว้เนี่ยว่าจะเอารูปไปให้ เรื่องก็คือ จดหมายขอถ่ายวีดีโอขอพี่ชิต อุปในฯ โดนยกเลิก เนื่องจากมีคนไปบอกฝ่ายกิจการนักศึกษาว่า "โฟโต้ถ่ายอยู่แล้ว" ที่เราถ่ายก็เพื่อทำ slide ฝึกฝนการถ่ายรูป เท่านั้น นอกนั้นใครจะขอรูปไปใช้ทำอะไรก็บอกมาสิ
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็เลยมีมติของชมรมมาว่า...ถ้าใครจะขอรูปจากชมรมที่ไปถ่ายมา ให้ทำเป็นบันทึกข้อความมาให้เป็นหลักฐานแน่นอน เราจะได้เตรียมการได้ จะได้มีหลักฐานว่าขอมานะ จะได้ไม่โมเมกันอีก พอทีนี้ได้ข่าวมาว่า "โฟโต้จองหอง" เอาอีกละ เฮ้ออออออ น่าเบื่อ
กลายเป็นว่าเราจะปรับปรุงภาพลักษณ์ของชมรม แต่นี่กลับเป็นอะไรไปแล้วเนี่ย
เอ้า...ไปไกลซะแล้ว กลับมาก่อนๆ มาต่อกัน แล้วก็มีกระแสมาอีกว่า พวกเราคุย msn ม่อน้องๆ (ขอไม่ censor อีกทีครับ) เฮ้ออออออ...อยากจะบอกว่า ใครแอดใครกันแน่ พวกเราเองไม่ได้เป็นคนแอดน้องๆเลยนะ แล้วอีกอย่าง ประเด็นที่คุยกันมันไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย (ขอให้น้องๆที่มา comment ช่วยยืนยันด้วยน้า) แต่ใครที่เราจะชัดเจน ก็ชัดเจนนะ ไม่เคยปิดบังอะไร
จากเรื่องทั้งหมดเนี่ย...ประเด็นเริ่มเลยมันมาจากว่า มีคนขอรูปงานหนึ่ง แล้วไม่ได้ให้ไป มันก็เลยขุดๆๆอะไรก็ไม่รู้มาให้มั่วไปหมด แล้วก็คงมาจากงานรับน้องต่างๆของรุ่น 117 นี่ล่ะ ตั้งแต่รับน้องศาลายา เรื่อยมาจนถึง TRIP camp อยากจะบอกว่า ทีงาน "เปิดบ้าน...ย่านธนบุรี" ที่เราไปตระเวนถ่าย landscape มาล่ะ ไม่เห็นมีใครมายุ่งเลย ไม่มีใครช่วยด้วย ทำกันอยู่สามคน (ปุ้ง เอก แฮม) นี่แหละ
แล้ว project ต่อไป คือ Seasons change ของเรา ที่จะถ่ายแนว portrait ในศาลายา คงจะต้องเปลี่ยนเป็น landscape ละมั้งเนี่ย แค่นี้ก็ทำเอาไอ้เอกกมล depress จนเลิกถ่าย event ในศิริราชไปแล้ว
บ่นมาซะยาว...สรุปก็คือ อยากให้รู้เท่านั้นเอง ว่าจุดประสงค์ในการถ่ายรูปแต่ละครั้งของเราคืออะไร เพื่อฝึกฝน เพื่อเก็บภาพกิจกรรมต่างๆ ไว้เมื่อวันที่พวกมึงจบไปแล้ว ไม่มีรูปเหล่านี้แล้วมึงจะรู้สึก
ปล. ใครมาอ่านอย่าเพิ่งตกใจนะ เราแค่อยากมาระบายอะไรบางอย่างเท่านั้น 3 septembre Seasons Change.เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เราได้ไปดูหนังเรื่อง "Seasons Change" มา เนื้อเรื่องโดยรวมดูดี นางเอกน่ารัก หุหุ ลงตัวไปหมด และที่สำคัญสถานที่ถ่ายทำคือ ศาลายา ทำให้ได้เห็นว่า ศาลายาสวยจริงๆ จนตอนนี้เรากำลังคิด project ไว้อันนึงคือ "ศาลายา" โดยเรียกว่าจะถ่ายออกมาในแนวๆเดียวกันกับในหนัง แต่งานนี้จะเป็น lanscape หรือ portrait ก็ต้องแล้วแต่ว่ามีใครจะยอมมาเป็นแบบรึเปล่า อิอิ
สำหรับสถานการณ์การเรียนของเราตอนนี้ก็โอเค รู้สึกมีความสุขกับการอยู่บน "อัษฎางค์ 11 ใต้" รู้สึกว่าเป็นหมอมากขึ้น ได้ทำอะไรๆต่างๆ (วอร์ดเรามันมีอะไรให้เห็นเยอะแยะเลย) พี่ๆก็น่ารัก ตั้งแต่พี่แจ๊ค chief ward, พี่นิ่ม resident 1, พี่หวา พี่มีน extern, พี่นุ่น ปี 5 ขำกันทั้งสายเลยเหอๆ ทุกคน soft, not tender no guarding or rigidity เหอๆ แถมอาจารย์ก็ดี ไม่ซอยมาก เรียกว่าซอยแบบมีเหตุผล แล้วก็ชี้จุดที่เรายังบกพร่อง แล้วต้องแก้ไข สรุปแล้วก็คือเรามีความสุขกับการอยู่ med มากทุกสุดในทุกวอร์ดที่ผ่านมา ก็เริ่มพอจะมองเห็นอะไรบางอย่างแล้วล่ะ
ยังไงก็ตาม ทุกคนที่เข้ามาอ่าน comment ไว้หน่อยจิ entry ที่แล้วไม่มีใคร comment เลยอ่า หรือว่าไม่มีใครรู้จักอัลบัมที่เรานำเสนอ เหอๆ ยังไงก็ฝากไว้ด้วยน้า ลองไปฟังกันดู
ปล. นึกว่าอยากเรียนหมอ ที่แท้ก็ตามผู้หญิงมา...???!!!! 26 août Behind the Songs by เอิ้น พิยะดาอัลบัมใหม่ ที่เราอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ฟังกัน สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงแนว pop เบาๆสบายๆ อัลบัมนี้คงถูกใจกันอย่างแน่นอน
concept ของอัลบัมนี้ก็คือการนำเสนอนักแต่งเพลงคนหนึ่ง "เอิ้น พิยะดา หาชัยภูมิ"
ลองมองดูๆแล้วก็เห็นได้ว่าเรากับเค้ามีอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน
...เป็นนักศึกษาแพทย์เหมือนกัน
...รักที่จะทำงานศิลปะเหมือนกัน แต่ต่างกันเล็กน้อย คือเราสร้างสรรค์ภาพถ่าย แต่คุณเอิ้น สร้างสรรค์งานเพลง
แต่อย่างไรก็ตาม...หน้าที่หลักของเราก็ต้องไม่ลืม...นั่นคือ "การเรียน"
ในอัลบัมนี้มีเพลงหลากหลายแนว เศร้า ทุกข์ สุข ให้กำลังใจ
เสียดายอย่างเดียวคือ ไม่ได้รับการโปรโมตเท่าที่ควร เราเชื่อว่า ทุกเพลงในอัลบัมนี้สามารถเป็นเพลงดังได้ทุกเพลง
ออกแนวนายหน้านิดนึงเนอะ...แต่ของเค้าดีจริงๆนะ
แล้วอย่าลืมซื้อของแท้กันล่ะ มี MV เพลง รักก็คือรักแถมมาด้วย |
|
|